เคสนี้เป็นเรื่องจริงจากหน้าร้านที่เราอยากเล่าให้ฟังค่ะ ลูกค้าท่านนี้มีอาการแสบตาบ่อยตอนนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน จึงมาปรึกษาทีมทัศนมาตรของ Optical X เพื่อหาทางออก และหนึ่งในสิ่งที่เราแนะนำคือการเปลี่ยนมาใช้เลนส์กรองแสงสีฟ้ารุ่นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้จอมากขึ้น กรอบที่ลูกค้าเลือกคือ Ray-Ban Clubmaster ทรงบราวไลน์คลาสสิก สีดำตัดทอง ซึ่งเป็นทรงที่มีเสน่ห์มากแต่ก็มีรายละเอียดเรื่องความหนาบางของเลนส์ที่น่าพูดถึงเช่นกันค่ะ

ทดลองเทียบ Demo: Nikon Pure Blue vs Zeiss Blue Guard

ก่อนตัดสินใจ เราให้ลูกค้าได้ลองสวมแว่น Demo เปรียบเทียบกันจริงระหว่างเลนส์กรองแสงสีฟ้าสองยี่ห้อ คือ Nikon Pure Blue กับ Zeiss ClearView Blue Guard เพราะการเลือกเลนส์กรองแสงที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับความรู้สึกส่วนตัวไม่น้อยไปกว่าสเปกบนกระดาษ บางคนไวต่อสีเหลืองอมฟ้าที่ผิวเลนส์ บางคนไวต่อความคมชัดของภาพตอนมองจอ ลูกค้าท่านนี้ลองสวมสลับกันไปมาอยู่พักหนึ่ง แล้วสรุปว่าชอบ Zeiss Blue Guard มากกว่า เพราะรู้สึกว่าเลนส์สบายตากว่า Nikon Pure Blue ทั้งที่จริงแล้ว Zeiss Blue Guard เมื่อใส่จริงจะติดสีอมเหลืองอยู่บ้างเล็กน้อย เพียงแต่ไม่เหลืองจัดเท่ารุ่น Blue Protect รุ่นเก่าที่ตอนนี้ทางโรงงานกำลังจะเลิกผลิตแล้ว ความรู้สึกสบายตาที่ต่างกันของลูกค้าแต่ละคนมาจากการที่เลนส์สองตัวนี้ออกแบบมาเน้นกรองคลื่นแสงคนละช่วงกัน — Nikon Pure Blue เน้นกรองรังสี UV เป็นหลัก (สเปกโรงงานกันได้ถึง 415 nm ซึ่งมากกว่ามาตรฐานทั่วไปที่ 400 nm) ส่วน Zeiss Blue Guard เน้นกรองคลื่นแสงที่ปล่อยออกมาจากหน้าจอโดยเฉพาะ (445-460 nm) ลูกค้าบางคนที่รู้สึกสบายตากับ Nikon Pure Blue มากกว่าก็เป็นเพราะเลนส์กรองแสงเข้าตาโดยรวมได้มากกว่าจากสเปก UV415 ทำให้แสบตาน้อยลงและภาพดูนุ่มนวลขึ้นค่ะ

สเปกเลนส์ Zeiss SV ClearView Blue Guard ที่ใช้ในเคสนี้

  • ดัชนีหักเห (Index) 1.60 — บางกว่าเลนส์มาตรฐาน 1.50 ประมาณ 20-25%
  • ชนิดเลนส์ Single Vision (SV) ClearView
  • ระบบกรองแสง Blue Guard — กรองแสงสีฟ้าช่วงคลื่นที่ก่อความล้าโดยไม่ทำให้เลนส์มีสีเหลืองจัด
  • เคลือบผิว Duravision Platinum UV — กันรอยขีดข่วน กันฝ้า กันแสงสะท้อน และกัน UV ในชั้นเดียว
  • เส้นผ่านศูนย์กลางเลนส์ 75mm ต่อข้าง เพื่อให้พอดีกับกรอบทรงสูงอย่าง Clubmaster

"เลือกเลนส์กรองแสงที่ใช่ ไม่ใช่แค่ดูสเปก แต่ต้องได้ลองสวมเทียบจริงถึงจะรู้ว่าตาเราชอบแบบไหน"

ขั้นตอนประกอบ: เทียบความหนาก่อนตัด

ระหว่างขั้นตอนประกอบ ทีมช่างของเรานำเลนส์มาเทียบกับกรอบก่อนตัดจริงเสมอ เพื่อดูแนวโค้งและจุดที่ต้องระวังเรื่องความหนา แม้เลนส์จะผ่านการย่อบางด้วยดัชนี 1.60 มาแล้ว แต่เมื่อเทียบด้านข้างจะเห็นว่าเลนส์ยังมีความหนาหลงเหลืออยู่พอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเลนส์สายตาสั้นทุกดัชนีค่ะ เพียงแต่ดัชนีที่สูงขึ้นจะช่วยลดปริมาณความหนานั้นลงได้มากน้อยต่างกัน

ทำไมเลนส์ย่อบางแล้ว ขอบล่างยังหนาอยู่

จุดที่น่าสนใจของเคสนี้คือ กรอบ Ray-Ban Clubmaster เป็นทรงบราวไลน์ที่มีความสูงของเลนส์มากกว่ากรอบทรงทั่วไป ยิ่งเลนส์มีความสูงมาก จุดที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางสายตา (Optical Center) ที่สุดคือขอบล่างของเลนส์ก็จะยิ่งหนาตามไปด้วย ไม่ว่าจะย่อบางด้วยดัชนีสูงแค่ไหนก็ตาม เพราะความหนาของเลนส์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าสายตาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับรูปทรงและขนาดของกรอบที่เลือกด้วย นี่คือเหตุผลที่ทีมช่างแนะนำลูกค้าเสมอว่ากรอบทรงสูงหรือทรงใหญ่จะมีความหนาที่ขอบมากกว่ากรอบทรงเล็กเมื่อค่าสายตาเท่ากัน

💡

ความหนาที่ขอบล่างแบบนี้ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดในการประกอบ แต่เป็นข้อจำกัดทางฟิสิกส์ของเลนส์สายตาสั้นเมื่อต้องใช้กับกรอบทรงสูง ทีมช่างของเราเลือกวางศูนย์เลนส์ (Optical Center) ให้ตรงกับตำแหน่งรูม่านตาของลูกค้าเป็นหลัก เพื่อความคมชัดในการมองที่ถูกต้อง มากกว่าจะเกลี่ยความหนาให้ดูสวยแต่มองไม่ชัด

ผลลัพธ์สุดท้าย: อมเหลืองนิดหน่อย แต่ไม่เหลืองจัดเหมือนรุ่นก่อน

เมื่อประกอบเสร็จสมบูรณ์ เลนส์ Zeiss ClearView Blue Guard ให้ผิวเลนส์ที่พอดีกับกรอบสีดำตัดทองของ Ray-Ban Clubmaster แม้เลนส์จะมีสีอมเหลืองติดอยู่บ้างตามธรรมชาติของเลนส์กรองแสงสีฟ้าทุกยี่ห้อ แต่ก็ไม่เหลืองจัดเท่ารุ่น Blue Protect รุ่นเก่าที่ทางโรงงานกำลังจะเลิกผลิตแล้ว ลูกค้าจึงพอใจและใส่ได้อย่างมั่นใจทั้งตอนทำงานและตอนออกไปข้างนอก

สรุปบทเรียนจากเคสนี้

เคสนี้สอนเรื่องสำคัญสองอย่างค่ะ อย่างแรกคือ การได้ลองสวม Demo เปรียบเทียบเลนส์กรองแสงจริง ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ตรงกับความรู้สึกของตัวเองมากกว่าการเลือกจากสเปกอย่างเดียว อย่างที่สองคือ ความหนาของเลนส์ขึ้นอยู่กับทรงกรอบไม่แพ้ค่าสายตา — กรอบทรงสูงอย่าง Clubmaster จะมีความหนาที่ขอบมากกว่ากรอบทรงเตี้ยแม้ใช้ดัชนีเลนส์เดียวกัน หากใครกังวลเรื่องความหนากับกรอบทรงสูงแบบนี้ สามารถปรึกษาทีมของเราเรื่องการขยับไปใช้ดัชนีที่สูงขึ้นอย่าง 1.67 หรือ 1.74 เพื่อให้ขอบเลนส์บางลงไปอีกได้ค่ะ

✦ ✦ ✦

คำถามที่พบบ่อย

Q: Zeiss Blue Guard กับ Nikon Pure Blue ต่างกันอย่างไร? +
ทั้งสองเป็นเลนส์กรองแสงสีฟ้าค่ะ แต่เน้นกรองคลื่นแสงคนละช่วงกัน Nikon Pure Blue เน้นกรองรังสี UV เป็นหลัก (สเปกโรงงานกันได้ถึง 415 nm มากกว่ามาตรฐานทั่วไปที่ 400 nm) ส่วน Zeiss Blue Guard เน้นกรองคลื่นแสงที่ปล่อยออกมาจากหน้าจอโดยเฉพาะ (445-460 nm) Zeiss Blue Guard เมื่อใส่จริงจะติดสีอมเหลืองอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ไม่เหลืองจัดเท่ารุ่น Blue Protect รุ่นเก่าที่กำลังจะเลิกผลิตแล้ว ลูกค้าที่ทดลองเทียบเลนส์ Demo ทั้งสองยี่ห้อจึงมักตัดสินใจจากความรู้สึกสบายตาเป็นหลักค่ะ
Q: เลนส์ย่อบางแล้ว ทำไมขอบเลนส์ยังหนาอยู่? +
ความหนาของขอบเลนส์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าสายตาอย่างเดียวค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับขนาดและความสูงของกรอบด้วย กรอบทรงสูงอย่าง Ray-Ban Clubmaster ต้องใช้เลนส์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่ากรอบทรงเตี้ย แม้จะใช้ดัชนีหักเหสูงอย่าง 1.60 ช่วยลดความหนาไปมากแล้ว แต่จุดที่ไกลจากศูนย์กลางเลนส์ที่สุดคือขอบล่างก็ยังมีความหนาหลงเหลืออยู่ตามธรรมชาติของสายตาสั้น
Q: เลือกดัชนีเลนส์เท่าไหร่ถึงจะบางพอสำหรับกรอบทรงสูงแบบนี้? +
สำหรับค่าสายตาสั้นระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูงอย่างเคสนี้ ดัชนี 1.60 ถือว่าเป็นจุดสมดุลที่ดีระหว่างความบางกับราคาค่ะ หากต้องการให้ขอบเลนส์บางลงไปอีกในกรอบทรงสูงแบบเดียวกัน แนะนำให้ขยับไปที่ดัชนี 1.67 หรือ 1.74 ซึ่งจะลดความหนาที่ขอบเลนส์ได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกับกรอบที่มีความสูงของเลนส์มากกว่าปกติ

อ้างอิง: ZEISS BlueGuard, Official Product Page | Nikon Lenswear, Pure Blue UV | เนื้อหาเรียบเรียงโดย Optical X Vision Care Center

อยากลองเทียบเลนส์กรองแสงสีฟ้าก่อนตัดสินใจ?

ทดลองเลนส์ Demo เปรียบเทียบได้จริงที่ Optical X Vision Care Center
ตรวจวัดสายตาโดยผู้เชี่ยวชาญ Riverside Plaza ชั้น 2 กรุงเทพฯ เปิดทุกวัน 11:00–20:00