วันนี้ผมอยากมาเล่าเรื่องของเคสพี่นวล คนที่ถอดใจกับการใส่แว่น Progressive ไปแล้ว แต่เปิดใจกลับมาลองอีกรอบจนใส่ไม่ถอด
"พี่เคยคิดว่าตัวเองใส่ Progressive ไม่ได้ แต่ที่จริงมันแค่ผิดรุ่น"
— พี่นวล หลังใส่ Shamir Autograph 3D Supersoft ได้ครบ 1 สัปดาห์สองครั้งที่ล้มเหลว — และคำพูดที่เจ็บที่สุดคือ "เสียเงินฟรี"
เคยตัดแว่นโปรเกรสซีฟมา 2 ครั้งแล้วใส่ไม่ได้ เสียเงินฟรี อันนึงก็ตัดหลายหมื่น เริ่มแรกคือพี่ใส่แว่นแล้วทำไมมองอะไรปวดตาไปหมด แต่พอยืดแขนออกกลับสบายขึ้น ไปตรวจกับหมอ หมอแนะนำให้ใช้แว่นโปรเกรสซีฟ ตอนนั้นวัดค่าสายตายาวออกมาได้ 150 แย่ที่สุดคือต้องยืดแขนออกเพื่ออ่านหนังสือให้ชัด
"ไม่อยากอ่านหนังสือแล้วยืดแขน ได้ยินจากเพื่อนๆ ว่าแว่นโปรเกรสซีฟสามารถมองได้ชัดทุกระยะ เลยตัดสินใจไปตัดมาลอง"
แต่หลังจากใส่ได้สามวัน พี่นวลรู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้ เดินแล้วพื้นดูเอียง มองซ้ายมองขวาแล้วภาพลื่นไหล อธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร จนรู้สึกว่าไม่ไหว แล้วขอกลับไปใส่แว่นแยกดีกว่า มีมองไกล 1 อัน และมองใกล้ 1 อัน
ครั้งที่สองอีกสองปีต่อมา เพื่อนแนะนำบอกลองดูอีกรอบสิ เค้ามีรุ่นใหม่มาแล้วนะ ใส่แล้วไม่งง พี่นวลเลยไปลองที่ร้านอื่น บอกอาการให้ละเอียด ร้านบอกว่าเลนส์คุณภาพดีกว่าเดิม ราคาสูงกว่าเดิม น่าจะดีกว่า ผลคือใส่ได้ห้าวัน แล้วก็วางลง ยังเวียนหัวอยู่เหมือนเดิม
"หลังจากนั้นพี่ก็ยอมรับแล้วว่าพี่คงใส่ Progressive ไม่ได้" พี่นวลเล่า "ก็ใช้แว่นอ่านหนังสือแยกต่างหาก ถอดสลับกับแว่นมองไกล ก็ไม่สะดวกแต่ก็ทน"
มาด้วยความลังเล ไม่ได้คาดหวังมาก
พี่นวลมาที่ Optical X ที่ Riverside Plaza เพราะเพื่อนแนะนำให้มาเจออาจารย์เมย์กับน้องโม่ ไม่ใช่เพราะอยากลอง Progressive อีกครั้ง แต่เพราะอยากตรวจสายตาและหาแว่นมองไกลคู่ใหม่ ค่าสายตาเปลี่ยนไปมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะตอนนี้ใช้แว่นสายตายาว +200 แล้ว
แต่ระหว่างที่นั่งคุยกันหลังการตรวจ พี่ก็เล่าเรื่อง Progressive สองครั้งให้ฟัง ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกำลังบอกว่า "แค่อยากให้รู้ ไม่ต้องเสนออะไรเพิ่ม"
แต่คำตอบที่ได้กลับไม่ใช่แค่ "โอเค เราเข้าใจ" น้องโม่ (Optician) และอาจารย์เมย์ (Optometrist) อธิบายว่าปัญหาที่เธอเจอทั้งสองครั้งไม่ได้เกิดจากตัวพี่ แต่เกิดจากที่พี่ไม่ได้ทดลองเลนส์ก่อนซื้อ และเกิดจากการเลือกชนิดเลนส์และการ Fitting ที่ไม่เหมาะสมกับค่าสายตาและพฤติกรรมการใช้งานของพี่
"นั่นเป็นครั้งแรกที่มีคนบอกฉันแบบนี้" พี่นวลบอก "อ๋อ นี่ฉันใช้งานผิดมาตลอดเลยหรอ แล้ว PC ก็ไม่เหมาะกับ Progressive ด้วย"
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณ แต่อยู่ที่การเลือกเลนส์และ Design ให้เหมาะกับผู้ใช้
Optician อธิบายว่า Progressive ทุกยี่ห้อไม่ได้เหมือนกัน แต่ละแบรนด์มีจุดเด่นของตัวเอง เหมือนเสื้อผ้า Uniqlo / H&M / Zara แม้จะ Size M เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างเวลาใส่ อยู่ที่ว่าชอบแบรนด์ไหน เสื้อผ้ายังได้ลอง แต่แว่นโปรเกรสซีฟนั้นหาลองหลายรุ่นเยอะๆ ได้ยาก ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ Design และ Character ของแบรนด์นั้นๆ
เลนส์ที่เป็น Hard Design จะเปลี่ยนค่าสายตาเร็ว Zone มองชัดกว้าง แต่ก็มี Distortion (ความเหวี่ยงของภาพ) สูงที่ขอบ สมองต้องปรับตัวมาก เหมาะกับคนที่ใส่ Progressive มาหลายปีแล้ว ส่วนเลนส์ที่เป็น Soft Design จะเปลี่ยนค่าสายตาช้ากว่า Distortion น้อยกว่า ปรับตัวง่ายกว่า แต่ Zone มองชัดอาจแคบกว่าเล็กน้อย
ทั้งสองครั้งที่พี่นวลเคยลอง ไม่มีครั้งไหนที่ได้รับการแนะนำให้ใส่ Soft Design และยังไม่ได้ทดลองเลนส์ด้วย ทั้งที่นั่นคือสิ่งที่เหมาะกับเธอมากกว่า
Optical X วัดค่าทุกอย่างอย่างละเอียด ทั้ง PD (Pupillary Distance), Vertex Distance, Pantoscopic Tilt และพูดคุยเรื่องพฤติกรรมการใช้งาน พร้อมสอนวิธีการใช้งานและข้อจำกัดของเลนส์โปรเกรสซีฟ ว่าเลนส์โปรเกรสซีฟไม่ใช่เลนส์ครอบจักรวาล พี่นวลทำงานออฟฟิศ ใช้คอมพิวเตอร์ (Laptop) มาก และขับรถเป็นประจำ ค่าเหล่านี้ถูกนำมาตั้งค่าเลนส์ให้ตรงกับชีวิตจริงของเธอ
Autograph 3D Supersoft เป็นเลนส์ Progressive ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มใส่ครั้งแรก หรือผู้ที่เคยล้มเหลวกับ Progressive มาก่อน Corridor ถูกออกแบบให้นุ่มนวลที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Autograph ทำให้สมองปรับตัวได้ง่ายและเร็วกว่า Distortion ที่ขอบเลนส์น้อยที่สุด ลดอาการเวียนหัวและภาพลื่นไหลได้อย่างมีนัยสำคัญ
3 วัน — ไม่เวียนหัว ไม่คลื่นไส้
พี่นวลกลับมาที่ร้านหลังจาก 1 สัปดาห์ ด้วยน้ำเสียงที่ดูแปลกใจมากกว่าจะดีใจ "มันใส่ได้จริงๆ พี่เริ่มชินละ" พี่นวลบอก "วันแรกก็รู้สึกว่าสายตายังปรับอยู่ แต่ไม่เวียนหัว ไม่คลื่นไส้ วันที่สามก็ลืมไปเลยว่าใส่อยู่"
สิ่งที่พี่สังเกตเห็นชัดที่สุดคือเวลาเดินในห้างหรือขึ้นบันได ซึ่งเป็นสิ่งที่กลัวมากที่สุดหลังจากประสบการณ์ครั้งก่อน "ครั้งก่อนพอเดินแล้วพื้นดูเอียง แต่ครั้งนี้ปกติมาก ยังมีนูนๆ อยู่บ้าง เพราะเรามองผิดโซน ต้องมองให้ถูก ถ้ามองถูกก็ไม่รู้สึกอะไร"
สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการอธิบายและ Fitting กรอบ และเลือก Design เลนส์ให้เหมาะ ทีมที่ Optical X ช่วยปรับให้กรอบอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่เอียง ไม่หย่อน ซึ่งมีผลต่อการมองเห็นผ่านแว่น Progressive มากกว่าที่หลายคนคิด
"รู้แบบนี้มาก่อน จะไม่กลัวเลย" พี่นวลบอกก่อนกลับ "พี่เสียเวลาใช้แว่นสองอัน 5 ปีโดยไม่จำเป็น"
สรุปผลลัพธ์ของคุณนวล
- ใส่ Progressive ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกหลังจากล้มเหลวมา 2 ครั้ง
- ปรับตัวได้ใน 3 วัน โดยไม่มีอาการเวียนหัวหรือคลื่นไส้
- ใส่ได้ทั้งวัน ทั้งทำงานหน้าจอ ขับรถ และเดินทาง
- ไม่ต้องถอดสลับแว่นสองอัน แต่เวลาทำอะไรระยะใกล้นานๆ ทางร้านแนะนำให้ใช้แว่นอ่านหนังสือจะสบายตากว่า
- เข้าใจว่าปัญหาเดิมมาจากการเลือกชนิดเลนส์และความเข้าใจโครงสร้างของเลนส์ ไม่ใช่ความผิดปกติของร่างกาย
ถ้าคุณเคยล้มเหลวกับ Progressive มาก่อน
หากคุณเคยลองแว่น Progressive แล้วทนไม่ได้ เวียนหัว คลื่นไส้ หรือสุดท้ายทิ้งไป อยากให้รู้ว่านั่นไม่ได้หมายความว่าคุณเป็น "คนที่ใส่ Progressive ไม่ได้" เพราะในความเป็นจริง ผู้ที่ปรับตัวกับ Progressive ไม่ได้จริงๆ นั้นมีน้อยมาก
ปัจจัยที่ทำให้ล้มเหลวส่วนใหญ่มาจากสามสาเหตุหลัก ได้แก่ คุณไม่ได้ทดลองใส่เลนส์ของจริง + การเลือก Design เลนส์ที่ไม่เหมาะกับผู้ใส่ครั้งแรก การ Fitting ที่ไม่ได้วัดละเอียดพอ และค่า Addition ที่ตั้งไม่เหมาะกับการใช้งานจริง ทั้งสามอย่างนี้แก้ไขได้ หากได้รับการตรวจวัดและแนะนำจากทัศนมาตรที่เชี่ยวชาญ
Optical X Vision Care Center มีเลนส์โปรเกรสซีฟของ Nikon, Zeiss, Tokai, Shamir, Essilor ให้ลอง 5 แบรนด์ เราให้ตาของคุณเลือกแบรนด์เหล่านี้เอง ยิ่งทุกท่านเล่าประสบการณ์การใส่แว่นให้เราฟังมากเท่าไหร่ โอกาสสำเร็จในการใส่แว่นโปรเกรสซีฟยังสูงขึ้น